<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ลมหลวง ดอทคอม</title>
	<atom:link href="http://www.lomluang.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.lomluang.com</link>
	<description>แหล่งโพสต์ภาพ ท่องเที่ยว ถ่ายภาพ ภาพถ่าย กล้องดิจิตอล เมืองเหนือ ภาคเหนือ</description>
	<lastBuildDate>Sat, 07 Jan 2012 08:46:10 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.3</generator>
		<item>
		<title>ขึ้นกระเช้าชมงานราชพฤกษ์-เที่ยวชิลล์ๆ ในเมืองเชียงใหม่</title>
		<link>http://www.lomluang.com/2012/01/07/%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.lomluang.com/2012/01/07/%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 07 Jan 2012 08:46:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสารน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomluang.com/?p=198</guid>
		<description><![CDATA[วิวสวยๆของงานราชพฤกษ์จากมุมมองบนกระเช้า ปีใหม่นี้เชื่อว่าเมืองท่องเที่ยวอย่าง “เชียงใหม่” คงจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเหมือนทุกคราว ด้วยสภาพอากาศที่เย็นกำลังดี แถมยังมีความสวยงามของเมือง และความน่ารักของผู้คน ทำให้จุดหมายของหลายๆ คนมุ่งตรงมายังเมืองเชียงใหม่ “ตะลอนเที่ยว” เองก็เช่นเดียวกัน แต่ในครั้งนี้ขอมาเที่ยวกันแบบสบายๆ ชิลล์ๆ กันในเมืองเชียงใหม่ ไม่ต้องขับรถขึ้นดอยไกลๆ เพราะแค่ที่เที่ยวในเมืองก็มีมากมายเที่ยวได้หลายวัน มาเชียงใหม่ช่วงนี้ “ตะลอนเที่ยว” แนะนำว่าต้องไม่พลาด “งานมหกรรมพืชสวนโลกฯ” ที่ ปีนี้จัดใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ 3 วโรกาสสำคัญของคนไทย คือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา84 พรรษา ในปี 2554 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในปี 2555 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา ในปี 2555 น้องคูนและผองเพื่อน เตรียมต้อนรับที่งานมหกรรมพืชสวนโลก นอกจากจะจัดใหญ่แล้ว ปีนี้ก็ยังมีอะไรใหม่ๆ มาให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกันอีกต่างหาก เริ่มตั้งแต่มาสค็อตตัวใหม่ นำทีมโดยน้องคูน และเพื่อนพ้อง ได้แก่ ลมบิน ดินฉ่ำ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516001.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="296" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">วิวสวยๆของงานราชพฤกษ์จากมุมมองบนกระเช้า</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>ปีใหม่นี้เชื่อว่าเมืองท่องเที่ยวอย่าง “เชียงใหม่”  คงจะคลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเหมือนทุกคราว ด้วยสภาพอากาศที่เย็นกำลังดี  แถมยังมีความสวยงามของเมือง และความน่ารักของผู้คน ทำให้จุดหมายของหลายๆ  คนมุ่งตรงมายังเมืองเชียงใหม่ “ตะลอนเที่ยว” เองก็เช่นเดียวกัน  แต่ในครั้งนี้ขอมาเที่ยวกันแบบสบายๆ ชิลล์ๆ กันในเมืองเชียงใหม่  ไม่ต้องขับรถขึ้นดอยไกลๆ  เพราะแค่ที่เที่ยวในเมืองก็มีมากมายเที่ยวได้หลายวัน</strong></p>
<p>มาเชียงใหม่ช่วงนี้ <em>“ตะลอนเที่ยว”</em> แนะนำว่าต้องไม่พลาด<strong> “งานมหกรรมพืชสวนโลกฯ” </strong>ที่ ปีนี้จัดใหญ่เป็นพิเศษ เพื่อเฉลิมพระเกียรติฯ 3 วโรกาสสำคัญของคนไทย  คือเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา84 พรรษา  ในปี 2554 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80  พรรษา ในปี 2555 และสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร  ทรงเจริญพระชนมพรรษา 60 พรรษา ในปี 2555</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516002.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">น้องคูนและผองเพื่อน เตรียมต้อนรับที่งานมหกรรมพืชสวนโลก</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>นอกจากจะจัดใหญ่แล้ว ปีนี้ก็ยังมีอะไรใหม่ๆ  มาให้นักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินกันอีกต่างหาก เริ่มตั้งแต่มาสค็อตตัวใหม่  นำทีมโดยน้องคูน และเพื่อนพ้อง ได้แก่ ลมบิน ดินฉ่ำ น้ำใส และไออุ่น  ที่น่ารักไม่แพ้มาสค็อตเมื่อปี 2549 เลยทีเดียว กระเช้าราชพฤกษ์ลอยฟ้า  (Giant Flora Wheel)  ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งน่าสนใจที่จะพาเราขึ้นไปชมวิวงานมหกรรมพืชสวนโลกในความ สูงถึง 40 เมตร ได้ชมบรรยากาศในมุมสูงแถมยังเสียว (สำหรับคนกลัวความสูง)  อีกต่างหาก</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516003.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="291" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">กระเช้าราชพฤกษ์ลอยฟ้า</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ส่วนในช่วงกลางคืน อากาศเย็นๆ ชิลล์ๆ อย่างนี้ก็อย่าเพิ่งรีบกลับ  เพราะยังมีแสงไฟสวยงามนับล้านดวงให้ชมที่สวนแสงแห่งจินตนาการ  ที่อยู่บริเวณด้านหน้าสวนราชพฤกษ์  และที่บึงราชพฤกษ์ก็มีการแสดงม่านน้ำที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ธรรมชาติให้ได้ชมกันสนุกสนานอีกด้วย ส่วนใครที่อยากชมดอกไม้สวยๆ  และการจัดสวนเก๋ๆ ของสวนองค์กรและสวนนานาชาติคราวนี้ก็ไม่ต้องผิดหวัง  เพราะแต่ละที่แต่ละแห่งต่างจัดเต็มมาให้นักท่องเที่ยวได้ชมได้ถ่ายรูปกัน อย่างเต็มที่เหมือนเคย</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516005.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ให้อาหารยีราฟจากมือที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ไหนๆ ก็ได้มาเที่ยวที่งานมหกรรมพืนสวนโลกกันแล้วก็ไม่ควรพลาดที่จะแวะไปเยี่ยมชมบรรดาสิงสาราสัตว์ที่อยู่ใกล้ๆ กันที่<strong> “เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี”</strong> ที่คราวนี้ไม่ต้องรอจนมืดค่ำก็สามารถไปเที่ยวกันได้  เพราะทางไนท์ซาฟารีเขามีกิจกรรม Behind the Zoo  ที่พาไปชมเบื้องหลังการดูแลสัตว์ของเจ้าหน้าที่โดยการนั่งรถรางไปชมกันถึง กรงสัตว์ โดยจะได้ชมการดูแลสัตว์ทั้งฮิปโปโปเตมัส กระทิง แรดขาว  บางกรงเราสามารถให้อาหารสัตว์เหล่านั้นได้ด้วย  และระหว่างทางก็จะได้พบกับสัตว์ต่างๆ ที่เดินกันอย่างอิสระ เช่น เก้ง กวาง  แพะ นกกระจอกเทศ ม้าลาย และยีราฟ  โดยยีราฟนั้นเราสามารถให้อาหารกับมือได้เลยด้วย</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="300">
<tbody>
<tr>
<td width="300" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516006.JPEG" border="0" alt="" width="300" height="450" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ลีเมอร์แม่ลูกน่ารักน่าเอ็นดูที่เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>นอกจากนั้นในช่วงกลางวันก็ยังสามารถเดินชมพฤติกรรมสัตว์ต่างๆ กว่า  50 ชนิด ในเส้นทาง Walking Zone โดยมีสัตว์เช่น ลิงชนิดต่างๆ ลีเมอร์  ม้าแคระ สมเสร็จบราซิล แมวดาว ฯลฯ  โดยจะมีป้ายข้อมูลให้อ่านเพื่อเป็นความรู้เกี่ยวกับสัตว์ชนิดนั้นๆ ด้วย  ส่วนในช่วงกลางคืนก็ยังคงมีการนั่งรถรางชมชีวิตสัตว์ตอนกลางคืนเหมือนเช่น เคย โดยการชมไนท์ซาฟารีนั้นจะแบ่งออกเป็นนอร์ทโซน  ซึ่งจะได้พบกับสัตว์นักล่าดุร้ายอย่างเสือโคร่งขาว สิงโต หมีควาย เสือพูม่า  ไฮยีนา หมาจิ้งจอก ส่วนเซาท์โซน เป็นโซนของสัตว์แถบทุ่งหญ้าซาวันนา เช่น  เลียงผา ละมั่ง หมูป่า กวางผา แรดขาว จิงโจ้แดง ยีราฟ ม้าลาย ฯลฯ  มาที่นี่ได้ทั้งความสนุกและได้ความรู้อีกต่างหาก</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516004.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">วัดพระธาตุดอยคำ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ถ่ายรูปกับดอกไม้ในงานมหกรรมพืชสวนโลกและสิงสาราสัตว์ในไนท์ซาฟารีไปแล้ว <em>“ตะลอนเที่ยว” </em>ขอ เปลี่ยนแนวมาไหว้พระกันบ้างดีกว่า  หากใครที่ไปเที่ยวงานพืชสวนโลกแล้วมองไปยังภูเขาด้านหลังหอคำหลวงคงจะได้ เห็นเจดีย์สีทองอยู่ลิบๆ ซึ่งนั่นก็คือ <strong>“วัดพระธาตุดอยคำ”</strong> ซึ่งนอกจากจะเป็นวัดเก่าแก่แล้วก็ยังเป็นอีกหนึ่งจุดชมวิวเมืองเชียงใหม่และชมงานราชพฤกษ์จากมุมสูงได้อย่างสวยงามอีกด้วย</p>
<p>พระธาตุดอยคำสร้างขึ้นในสมัยพระนางจามเทวีกษัตริย์แห่งลำพูน  โดยพระโอรสทั้ง 2 พระองค์ของพระนางเป็นผู้สร้าง  องค์เจดีย์เป็นสถาปัตยกรรมแบบล้านนา รูปแบบเจดีย์ทรงกลม  ดัดแปลงมาลัยเถาเป็นเหลี่ยม  ภายในเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระเกศาของพระพุทธเจ้า  ตำนานของพระธาตุดอยคำกล่าวไว้ว่า  เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมายังดอยคำนี้ ทรงพบว่ามียักษ์สามตน พ่อ แม่  ลูก อาศัยอยู่และยังชีพด้วยเนื้อมนุษย์หรือเนื้อสัตว์ตลอดมา  พระพุทธองค์ทรงแผ่เมตตาห้ามจิตกิเลสของยักษ์ทั้งสามให้อ่อนลง ปู่แสะ ย่าแสะ  (ยักษ์พ่อแม่) ไม่สามารถรักษาศีลห้าได้ตลอดจึงขออนุญาตกินเนื้อสัตว์ปีละหน  ส่วนยักษ์ลูกภายหลังได้ขอบวช  พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมให้ฟังพร้อมกับประทานพระเกศาธาตุไว้ให้  พร้อมกับตั้งชื่อให้ว่าวาสุเทพฤาษีนับแต่นั้นเป็นต้นมา  จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังมีพิธีเลี้ยงปู่แสะย่าแสะด้วยควายดำหนึ่งตัวเป็นประจำ ทุกปี</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516007.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="323" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">วัดพระธาตุดอยสุเทพ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ส่วนอีกหนึ่งพระธาตุบนดอยที่เมื่อมาเยือนเชียงใหม่แล้วจะพลาดมาสักการะเสียมิได้ก็คือ <strong>“พระธาตุดอยสุเทพ” </strong>ซึ่ง เป็นปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่และล้านนานไทยมาเป็นเวลานาน  พระธาตุดอยสุเทพสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้ากือนาธรรมิกราช  เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์ที่ 9  โดยพระเจ้ากือนาทรงรับสั่งให้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่พระมหาสุมนเถระนำ มาจากเมืองศรีสัชนาลัย  เมื่ออัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาสู่เชียงใหม่แล้วพระธาตุได้แยกเป็นสองส่วน  พระเจ้ากือนาทรงได้อัญเชิญบรรจุไว้ที่พระธาตุวัดสวนดอกองค์หนึ่ง  ส่วนองค์ที่สองได้อัญเชิญขึ้นบนหลังช้างเพื่อเสี่ยงทายว่าช้างหยุดที่ใด  ก็จะสร้างเจดีย์บรรจุพระบรมธาตุที่นั่น แล้วปล่อยช้างไป  ช้างจึงได้มุ่งหน้ามายังยอดดอยสุเทพ  อันเป็นที่ตั้งของพระบรมธาตุมาจนปัจจุบัน</p>
<p>ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุนั้นเป็นบันไดพญานาคยาวหลายร้อยขั้น  เป็นเรื่องท้าทายผู้ที่ศรัทธายิ่งนัก แต่หากใครไขข้อเสื่อม เข่าไม่ค่อยดี  ทางวัดก็มีทางเลือกให้โดยการนั่งรถรางไฟฟ้าขึ้นไปสักการะพระบรมธาตุได้เช่น เดียวกัน  และด้านบนนั้นก็ยังเป็นจุดชมวิวเมืองเชียงใหม่ทั้งเมืองได้อย่างสวยงามอีก ด้วย</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516008.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="294" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">พบกับครอบครัวแพนด้าได้ที่สวนสัตว์เชียงใหม่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ระหว่างทางขึ้นไปยังดอยสุเทพเราได้ผ่านสถานที่สำคัญสองแห่ง หนึ่งในนั้นคือ <strong>“อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย”</strong> ซึ่งตั้งอยู่ตรงทางขึ้นดอยสุเทพ  ครูบาศรีวิชัยเป็นนักบุญแห่งล้านนาไทยผู้เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวเชียงใหม่ และประชาชนโดยทั่วไป  และเป็นผู้ริเริ่มชักชวนให้ชาวเชียงใหม่และชาวล้านนาร่วมแรงร่วมใจกันสร้าง ถนนความยาว 10 ก.ม. จากเชิงดอยขึ้นไปสู่วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพได้สำเร็จ</p>
<p>ส่วนสถานที่อีกแห่งหนึ่งอยู่บริเวณตีนดอย นั่นก็คือ <strong>“สวนสัตว์เชียงใหม่” </strong>บ้าน ของครอบครัวแพนด้าน้อยหลินปิง รวมถึงสิงสาราสัตว์ที่น่ารักน่าชมทั้งหลาย  พื้นที่ของสวนสัตว์เชียงใหม่กว้างถึง 531 ไร่ แถมยังเป็นพื้นที่เชิงเขา  บางช่วงจึงลาดชันเล็กน้อย แต่ก็ร่มครึ้มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และมีสัตว์ต่างๆ  อาศัยอยู่มากถึง 2,000 ชนิด และมีจำนวนสัตว์มากถึงประมาณ 7,000 ตัว  ซึ่งนอกจากจะมีสัตว์ป่าท้องถิ่นในแถบบ้านเราแล้ว  ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ก็ยังได้นำเอาสัตว์แปลกๆ จากหลายประเทศมาไว้ให้ชมกัน  เช่น หมีโคอาล่า นกเพนกวิน เสือขาวเบงกอล แกะภูเขา ฯลฯ  และแน่นอนว่าขวัญใจของนักท่องเที่ยวก็ยังคงเป็นครอบครัวแพนด้าเช่นเคย</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516009.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ชมการให้อาหารปลากระเบนและฉลามได้ที่เชียงใหม่ ซู อควาเรียม</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>นอกจากนั้นในสวนสัตว์เชียงใหม่ยังได้ยกเอาโลกใต้ทะเลมาไว้ที่เชิงดอยสุเทพด้วย ที่ <strong>“เชียงใหม่ ซู อควาเรียม”</strong> นั้นเป็นพิพิธภัณฑ์โลกใต้น้ำครบวงจร มีอุโมงค์แสดงสัตว์น้ำยาวถึง 133 ม.  จัดแสดงทั้งสัตว์น้ำจืดและน้ำเค็ม มีปลามากมาย 200 สายพันธุ์  และมีจำนวนมากถึง 8,000 ตัว และที่นี่ยังมีการแสดงการให้อาหารปลา  เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ เป็นอย่างมากเลยทีเดียว</p>
<p>ออกจากสวนสัตว์เชียงใหม่มาแล้ว <em>“ตะลอนเที่ยว”</em> อยากแนะนำอีกสักสองวัดให้ได้ไปเที่ยวกัน อย่าเพิ่งเบื่อว่าชวนเที่ยวแต่วัด  ก็การได้ไปไหว้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองในช่วงปีใหม่นี้เป็นเรื่องดีไม่หยอก  แถมวัดที่เชียงใหม่แต่ละวัดยังมีความสวยงาม ความศักดิ์สิทธิ์  และมีประวัติความเป็นมายาวนาน อย่างนี้จะพลาดได้อย่างไร</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516010.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ความสงบภายในอุโมงค์ของวัดอุโมงค์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่อยากแนะนำให้ไปไหว้พระกันก็คือที่ <strong>“วัดอุโมงค์”</strong> ซึ่งอยู่ในซอยบริเวณหลังมหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ไม่ไกลจากสวนสัตว์เชียงใหม่เลย วัดแห่งนี้ร่มรื่นและเงียบสงบยิ่งนัก  เพราะในอดีตเป็นวัดป่า ตามประวัติกล่าวไว้ว่า  เมื่อพญามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นแล้ว  ก็ได้สร้างวัดขึ้นที่บริเวณป่าไผ่ 11 กอ  เพื่อถวายเป็นที่พำนักแด่พระภิกษุเถรจันทร์และพระภิกษุชาวลังกา  จึงได้ชื่อว่าวัดเวฬุกัฎฐาราม แปลว่าวัดป่าไผ่ ต่อมาในสมัยพญากือนา  โปรดให้สร้างอุโมงค์ขึ้นในบริเวณวัด ภายหลังจึงเรียกว่าอุโมงค์เถรจันทร์  หรือวัดอุโมงค์</p>
<p>ภายในอุโมงค์นั้นมีบรรยากาศขรึมขลัง อีกทั้งยังเย็นฉ่ำ  พระพุทธรูปที่ประดิษฐานไว้ในซุ้มอุโมงค์ก็ยิ่งช่วยเพิ่มความสงบในบรรยากาศ ให้มากขึ้นไปอีก นอกจากนั้นในอุโมงค์ยังมีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม  แต่ปัจจุบันลบเลือนไปมาก ยังคงมีร่องรอยให้เห็นเพียงบางส่วนเท่านั้น อ้อ&#8230;  วัดอุโมงค์แห่งนี้ยังเป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง <strong>“อุโมงค์ผาเมือง”</strong> อีกด้วย</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516011.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">พระสิงห์ พระคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>อีกหนึ่งวัดที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับคนที่เกิดปีมะโรง อันเป็นปีนักษัตรประจำปีใหม่ 2555 นี้ นั่นก็คือ <strong>“วัดพระสิงห์”</strong> ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธสิหิงค์ พระพุทธรูปศิลปะเชียงแสนปางมารวิชัย  พระพุทธรูปสำคัญของเมืองเชียงใหม่ โดยประดิษฐานอยู่ในวิหารลายคำ  วิหารล้านนาที่มีความงามสมบูรณ์แบบที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ  ภายในมีภาพวาดภาพจิตรกรรมสมัยรัตนโกสินทร์เรื่องสุวรรณหงส์และเรื่องสังข์ ทองฝีมือช่างเมืองเหนือ</p>
<p>นอกจากนั้นภายในวัดยังมีพระเจดีย์สถาปัตยกรรมแบบล้านนาไทยอยู่บริเวณ ด้านหลังพระอุโบสถ ซึ่งเป็นพระเจดีย์ประจำปีเกิดของผู้เกิดปีมะโรง (งูใหญ่)  หรือหากใครไม่ได้เกิดปีมะโรง  ก็สามารถมาไหว้เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองได้เช่นกัน</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000017516012.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="308" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">มุมนั่งชิลล์ๆ มุมหนึ่งบนถนนนิมมานเหมินทร์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>มาปิดท้ายความชิลล์กันที่ย่านเก๋ๆ ของเชียงใหม่ บน <strong>“ถนนนิมมานเหมินทร์”</strong> ที่หากจะเปรียบกับกรุงเทพฯ ก็คงจะมีบรรยากาศคล้ายกับซอยทองหล่อ หรือเอกมัย  ในซอยต่างๆ ของถนนนิมมานฯ จะมีร้านกาแฟสวยๆ น่านั่ง  ตกแต่งในสไตล์ที่หลากหลาย มีร้านเค้ก ร้านเบเกอรี่  ร้านไอศกรีมหลายสิบร้านที่คนชอบของหวานเห็นแล้วต้องอยากเข้าไปชิม  และแต่ละร้านก็ยังออกแบบตกแต่งร้านให้น่ารักน่านั่ง ถูกใจสาวๆ  ที่ชอบถ่ายรูปอัพเฟซบุคเป็นที่สุด นอกจากนั้นก็ยังมีร้านอาหาร  ร้านขายเฟอร์นิเจอร์แบบอาร์ตๆ ร้านเสื้อผ้าเครื่องประดับก็มีเยอะ  ถ้าอยากรู้ว่าวัยรุ่นวัยทำงานของคนเมืองเชียงใหม่มีไลฟ์สไตล์อย่างไรก็ต้อง ลองมาสัมผัสบรรยากาศของถนนนิมมานเหมินทร์แห่งนี้</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline"><strong>*  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *   *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *   *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *   *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  *  * </strong></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomluang.com/2012/01/07/%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%a1%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%9e%e0%b8%a4%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ร่วมสัมผัสสีสันของดอกไม้ใน “เทศกาลไม้ดอกเมืองหนาว” ภูเรือ</title>
		<link>http://www.lomluang.com/2011/12/10/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84/</link>
		<comments>http://www.lomluang.com/2011/12/10/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 10 Dec 2011 10:42:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสารน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomluang.com/?p=195</guid>
		<description><![CDATA[การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเลย ขอเชิญสัมผัสกับอากาศหนาวสุดในสยาม ท่ามกลางทะเลแห่งภูเขา สายหมอก และดอกไม้นานาพันธุ์ ในงานเทศกาลไม้ดอกเมืองหนาว อ.ภูเรือ จ.เลย ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 54 &#8211; 3 ม.ค. 55 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอภูเรือ นางอัจฉพรรณ บุญเจริญ ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเลย กล่าวว่า อำเภอภูเรือ มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขาและภูเขา มีอากาศที่หนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย โดยเฉพาะคริสต์มาสที่จะอวดสีสันสวยงามในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของทุก ปี เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติและดอกไม้ใน ช่วงอากาศเย็นสบายนี้ ททท.สำนักงานเลย จึงได้จัดจุดถ่ายภาพ และซุ้มให้บริการข้อมูลข่าวสาร ในช่วงวันหยุดตลอดเดือนธันวาคมและในช่วงงานเทศกาลฯ ดังกล่าว พร้อมด้วยน้ำดื่ม ชา และกาแฟ ที่มีไว้ต้อนรับทุกท่านที่บริเวณ “ปรอทยักษ์” บ้านหนองบง งานเทศกาลไม้ดอกเมืองหนาว อ.ภูเรือ จ.เลย จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 54 &#8211; 3 ม.ค. 55 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000016546601.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="338" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเลย  ขอเชิญสัมผัสกับอากาศหนาวสุดในสยาม ท่ามกลางทะเลแห่งภูเขา สายหมอก  และดอกไม้นานาพันธุ์ ในงานเทศกาลไม้ดอกเมืองหนาว อ.ภูเรือ จ.เลย  ระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 54 &#8211; 3 ม.ค. 55 ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอภูเรือ</strong></p>
<p><strong>นางอัจฉพรรณ บุญเจริญ</strong> ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานเลย  กล่าวว่า อำเภอภูเรือ มีลักษณะเป็นที่ราบเชิงเขาและภูเขา  มีอากาศที่หนาวเย็นเกือบตลอดทั้งปี  เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิดที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย  โดยเฉพาะคริสต์มาสที่จะอวดสีสันสวยงามในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ของทุก ปี  เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติและดอกไม้ใน ช่วงอากาศเย็นสบายนี้ ททท.สำนักงานเลย จึงได้จัดจุดถ่ายภาพ  และซุ้มให้บริการข้อมูลข่าวสาร  ในช่วงวันหยุดตลอดเดือนธันวาคมและในช่วงงานเทศกาลฯ ดังกล่าว  พร้อมด้วยน้ำดื่ม ชา และกาแฟ ที่มีไว้ต้อนรับทุกท่านที่บริเวณ “ปรอทยักษ์”  บ้านหนองบง</p>
<p>งาน<strong>เทศกาลไม้ดอกเมืองหนาว</strong> อ.ภูเรือ จ.เลย  จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 ธ.ค. 54 &#8211; 3 ม.ค. 55 ณ  สนามหน้าที่ว่าการอำเภอภูเรือ โดยมีกิจกรรมที่น่าสนใจได้แก่  ขบวนรถบุปผชาติที่ตระการตา ในพิธีเปิดงานวันที่ 30 ธ.ค.  เทศกาลอาหารปลอดสารพิษ ปลอดแอลกอฮอล์ ประกวดเมนูไก่งวง  ร่วมรับรางวัลในช่วงงาน Count Down กับการแสดงดนตรีของวงต้นน้ำ  และการจุดพลุไฟต้อนรับปีใหม่</p>
<p>ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ที่ว่าการอำเภอภูเรือ  โทร. 0-4289-9004, 0-4289-9553 และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)  สำนักงานเลย โทร. 0-4281-2812, 0-4281-1405 www.facebook.com/tatloei และ  www.twitter.com/tatloei</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomluang.com/2011/12/10/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%a1%e0%b8%9c%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%aa%e0%b8%b5%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;พระธาตุช่อแฮ&#8221; พระธาตุศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองแพร่</title>
		<link>http://www.lomluang.com/2011/10/29/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ae-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a8%e0%b8%b1/</link>
		<comments>http://www.lomluang.com/2011/10/29/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ae-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a8%e0%b8%b1/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Oct 2011 23:15:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสารน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomluang.com/?p=193</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;พระ ธาตุช่อแฮ&#8221; อีกหนึ่งศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีขาล ถวายผ้าแพรสามสี ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรู ตามตำนานกล่าวถึงขุนลั๊วะอ้ายก้อม เป็นผู้สร้างพระธาตุช่อแฮเพื่อบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุพระกัประ (ข้อศอก)ด้านซ้าย ส่วนชื่อ ช่อแฮ มาจากคำว่า ช่อแพร อันหมายถึงผ้าแพรชั้นดีที่ขุนลั๊วะอ้ายก้อมนำมาผูกถวายพระธาตุองค์ พระธาตุช่อแฮ ตั้งอยู่บนดอยทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแพร่ มีลักษณะตามแบบศิลปะเชียงแสน เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมองค์บัลลังก์ย่อมุมไม้สิบสอง ประดับยอดฉัตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมกว้าง สร้างด้วยอิฐโบกปูนหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทองและรายล้อมด้วยเจดีย์ ทรงมณฑปทั้งสี่ทิศด้านทิศตะวันตกขององค์พระธาตุ เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจ(คนแพร่ออกเสียงว่า “พระเจ้าตันใจ๋”) พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิลงรักปิดทอง เป็นพระพุทธรูปที่สร้างแล้วเสร็จภายในวันเดียว ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาที่ว่า การสร้างพระพุทธรูปตั้งแต่ช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นให้แล้วเสร็จก่อนดวงอาทิตย์ตก จะทำให้พระพุทธรูปมีความศักดิ์สิทธิ์ ขอพรใดก็จะเห็นผลได้ทันใจ“ไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง” คือ ชื่องานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮซึ่งเชื่อกันว่ามีสืบเนื่องต่อกันมานับ แต่โบราณ จัดขึ้นในช่วง ขึ้น 9 ค่ำ &#8211; ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปีโดยมีการแห่ผ้าขึ้นห่มพระธาตุ และขบวนแห่ตุงหลวงตระการตา ข้อมูลท่องเที่ยว บ้านพระธาตุช่อแฮ ต.ช่อแฮ อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 8 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="2" cellpadding="2" align="center" bgcolor="#f5f5f5">
<tbody>
<tr>
<td><img src="http://variety.teenee.com/foodforbrain/img6/121110.jpg" alt="" align="center" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="center"></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #ff6600;">&#8220;พระ ธาตุช่อแฮ&#8221; อีกหนึ่งศาสนสถานคู่บ้านคู่เมืองของชาวตำบลช่อแฮ อำเภอเมืองแพร่  จังหวัดแพร่ เป็นพระธาตุประจำปีเกิดปีขาล ถวายผ้าแพรสามสี  ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้มีพลังคุ้มครองป้องกันศัตรู<br />
</span><br />
</strong> ตามตำนานกล่าวถึงขุนลั๊วะอ้ายก้อม  เป็นผู้สร้างพระธาตุช่อแฮเพื่อบรรจุพระเกศธาตุและพระบรมสารีริกธาตุพระกัประ  (ข้อศอก)ด้านซ้าย ส่วนชื่อ ช่อแฮ มาจากคำว่า ช่อแพร  อันหมายถึงผ้าแพรชั้นดีที่ขุนลั๊วะอ้ายก้อมนำมาผูกถวายพระธาตุองค์</p>
<p>พระธาตุช่อแฮ ตั้งอยู่บนดอยทางทิศตะวันตกของตัวเมืองแพร่  มีลักษณะตามแบบศิลปะเชียงแสน  เป็นเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมองค์บัลลังก์ย่อมุมไม้สิบสอง ประดับยอดฉัตร  ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมกว้าง  สร้างด้วยอิฐโบกปูนหุ้มด้วยแผ่นทองเหลืองลงรักปิดทองและรายล้อมด้วยเจดีย์ ทรงมณฑปทั้งสี่ทิศด้านทิศตะวันตกขององค์พระธาตุ  เป็นที่ประดิษฐานพระเจ้าทันใจ(คนแพร่ออกเสียงว่า “พระเจ้าตันใจ๋”)  พระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิลงรักปิดทอง  เป็นพระพุทธรูปที่สร้างแล้วเสร็จภายในวันเดียว</p>
<p>ตามคติความเชื่อของชาวล้านนาที่ว่า  การสร้างพระพุทธรูปตั้งแต่ช่วงดวงอาทิตย์ขึ้นให้แล้วเสร็จก่อนดวงอาทิตย์ตก จะทำให้พระพุทธรูปมีความศักดิ์สิทธิ์  ขอพรใดก็จะเห็นผลได้ทันใจ“ไหว้พระธาตุช่อแฮ เมืองแพร่แห่ตุงหลวง” คือ  ชื่องานประเพณีนมัสการพระธาตุช่อแฮซึ่งเชื่อกันว่ามีสืบเนื่องต่อกันมานับ แต่โบราณ จัดขึ้นในช่วง ขึ้น 9 ค่ำ &#8211; ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4  ของทุกปีโดยมีการแห่ผ้าขึ้นห่มพระธาตุ และขบวนแห่ตุงหลวงตระการตา</p>
<p></span><span style="font-size: small;"><strong><span style="color: #333399;">ข้อมูลท่องเที่ยว บ้านพระธาตุช่อแฮ ต.ช่อแฮ อ.เมืองแพร่ จ.แพร่ ห่างจากตัวเมืองแพร่ประมาณ 8 กม. ใช้เส้นทางหมายเลข 1022<br />
</span></strong><br />
<strong>ข้อมูลโดย :</strong> โครงการ 7greens &#8211; การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย<br />
<strong>เว็บไซต์ :</strong> http://7greens.tourismthailand.org/<br />
</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomluang.com/2011/10/29/%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%81%e0%b8%ae-%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%a8%e0%b8%b1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม” มากหลายวัฒนธรรม ผูกพันพุทธศาสนา</title>
		<link>http://www.lomluang.com/2011/10/02/%e2%80%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89/</link>
		<comments>http://www.lomluang.com/2011/10/02/%e2%80%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 02 Oct 2011 07:52:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสารน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomluang.com/?p=191</guid>
		<description><![CDATA[พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย &#8220;ลำพูน&#8221; จังหวัดเล็กๆอันสงบงามที่แม้จะถูกมองเป็นเมืองผ่านในสายตาของคนส่วนใหญ่ แต่จังหวัดเล็กๆแห่งนี้ กลับมีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของแผ่นดินล้านนามาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ครั้งอดีตในฐานะดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ว่า 600 ปี จึงทำให้ลำพูนมีศาสนสถาน วัดวาอารามจำนวนมาก รวมถึงมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่น่าสนใจ ชวนให้เดินทางมาศึกษาและเที่ยวชมกัน โดยหนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจ ชวนให้เดินทางไปเที่ยวเพื่อรับรู้ได้ถึงเรื่องราวของวีถีชีวิตของผู้คนที่มี ความผูกพันกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก นั่นก็คือที่ &#8220;ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม&#8221; ตั้งอยู่ที่ ต.นาทราย อ.ลี้ น้องแมงปอ ชาวปกาเกอะญอเป็นมัคคุเทศก์ ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม เป็นชุมชนที่มีชาวปกาเกอะญอ อาศัยอยู่ โดยเมื่อปีพ.ศ. 2514 ชาวปกาเกอะญอได้อพยพมาจากแม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก พากันอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ใกล้วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จำนวน 13 ครอบครัว ซึ่งการอพยพในครั้งนี้ทุกคนมีความตั้งใจที่อยากจะมาอยู่ใกล้ชิดกับหลวงปู่ ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา(ครูบาวงศ์) เพื่อจะได้ทำบุญถือศีลปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ และหลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวปกาเกอะญอก็ได้อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนใหญ่มาจากตาก เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ถึงแม้ว่าหลวงปู่ครูบาวงศ์จะมรณภาพไปแล้ว แต่ว่าทุกวันนี้ชาวปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้มทุกคนก็ ยังนับถือและยึดถือปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามที่หลวงปู่ฯ สั่งสอนไว้เสมอ จึงทำให้ที่นี่ยังคงเป็นชุมชนแห่งพระพุทธศาสนาที่ถ้ามาเที่ยวแล้วได้จะได้ ซึมซับความงดงามของวิถีชิวิตชาวปกาเกอะญอที่มีต่อพระพุทธศาสนาผ่านสถานที่ ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ มากมายภายในชุมชน ซึ่งหากมาเที่ยวแล้วทางชุมชนพระบาทห้วยต้มก็จะมีมัคคุเทศก์น้อยเป็นผู้พา เที่ยวชุมชนได้เป็นอย่างดี การแต่งกายของชาวปกาเกอะญอ “น้องแมงปอ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="17" /></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956001.JPEG" border="0" alt="" width="400" height="261" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>&#8220;ลำพูน&#8221;</strong> จังหวัดเล็กๆอันสงบงามที่แม้จะถูกมองเป็นเมืองผ่านในสายตาของคนส่วนใหญ่  แต่จังหวัดเล็กๆแห่งนี้  กลับมีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของแผ่นดินล้านนามาอย่างยาวนาน  ตั้งแต่ครั้งอดีตในฐานะดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ว่า 600 ปี จึงทำให้ลำพูนมีศาสนสถาน วัดวาอารามจำนวนมาก  รวมถึงมีความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม  และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่น่าสนใจ  ชวนให้เดินทางมาศึกษาและเที่ยวชมกัน</p>
<p>โดยหนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจ  ชวนให้เดินทางไปเที่ยวเพื่อรับรู้ได้ถึงเรื่องราวของวีถีชีวิตของผู้คนที่มี ความผูกพันกับพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก นั่นก็คือที่ <strong>&#8220;ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม&#8221;</strong> ตั้งอยู่ที่ ต.นาทราย อ.ลี้</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="350">
<tbody>
<tr>
<td width="350" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956007.JPEG" border="0" alt="" width="350" height="479" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">น้องแมงปอ ชาวปกาเกอะญอเป็นมัคคุเทศก์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม เป็นชุมชนที่มีชาวปกาเกอะญอ อาศัยอยู่  โดยเมื่อปีพ.ศ. 2514 ชาวปกาเกอะญอได้อพยพมาจากแม่ตื่น อ.แม่ระมาด จ.ตาก  พากันอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ใกล้วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม จำนวน 13 ครอบครัว  ซึ่งการอพยพในครั้งนี้ทุกคนมีความตั้งใจที่อยากจะมาอยู่ใกล้ชิดกับหลวงปู่ ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา(ครูบาวงศ์)  เพื่อจะได้ทำบุญถือศีลปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่  และหลังจากนั้นเป็นต้นมาชาวปกาเกอะญอก็ได้อพยพเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ส่วนใหญ่มาจากตาก เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน</p>
<p>ถึงแม้ว่าหลวงปู่ครูบาวงศ์จะมรณภาพไปแล้ว  แต่ว่าทุกวันนี้ชาวปกาเกอะญอที่อาศัยอยู่ในชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้มทุกคนก็ ยังนับถือและยึดถือปฏิบัติแต่สิ่งที่ดีงามที่หลวงปู่ฯ สั่งสอนไว้เสมอ  จึงทำให้ที่นี่ยังคงเป็นชุมชนแห่งพระพุทธศาสนาที่ถ้ามาเที่ยวแล้วได้จะได้ ซึมซับความงดงามของวิถีชิวิตชาวปกาเกอะญอที่มีต่อพระพุทธศาสนาผ่านสถานที่ ท่องเที่ยวที่สำคัญๆ มากมายภายในชุมชน  ซึ่งหากมาเที่ยวแล้วทางชุมชนพระบาทห้วยต้มก็จะมีมัคคุเทศก์น้อยเป็นผู้พา เที่ยวชุมชนได้เป็นอย่างดี</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956008.JPEG" border="0" alt="" width="400" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">การแต่งกายของชาวปกาเกอะญอ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>“น้องแมงปอ : จารวี คงคารื่นฤดี” </strong>ชาวปกาเกอะญอเป็น หนึ่งในมัคคุเทศก์น้อยที่จะคอยพานักท่องเที่ยวเที่ยวชมชุมชนบ้านพระบาทห้วย ต้มตามสถานที่ต่างๆ และพร้อมจะให้ข้อมูลได้อย่างดีเยี่ยม  เธอได้บอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชาวปกาเกอะญให้รู้ว่า  ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้มมีชาวปกาเกอะญออยู่ 2 เผ่า คือ<strong>“ปกาเกอะญอโป”</strong>ที่ย้ายมาจากแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ และ<strong>“ปกาเกอะญอสะกอ”</strong>ที่ย้ายมาจากตาก แต่ว่าที่ชุมชนนี้จะมีปกาเกอะญอโปมากกว่า</p>
<p>ชาวปกาเกอะญอที่นี่มีวัฒนธรรมที่โดดเด่น อย่างเช่น  การแต่งกายจะมีชุดพื้นบ้านปกาเกอะญอ เป็นชุดผ้าทอที่ทอด้วยกี่เอว  และทอเป็นชุดยาวมีลวดลายที่สวยงามตามความถนัด  แล้วตกแต่งด้วยพู่ให้มีความสวยงามมากยิ่งขึ้น  แต่ถ้าเป็นชุดสำหรับคนที่แต่งงานแล้วก็จะใส่ชุดแบบเป็นเสื้อครึ่งท่อนแล้วมี ผ้าถุง ถ้าเป็นเด็กผู้ชายจะใส่กางเกงและใส่เสื้อสีแดงครึ่งท่อน</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956002.JPEG" border="0" alt="" width="400" height="268" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">มณฑปพระเจ้าเก้าตื้อ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&#8220;คนที่นี่ทั้งชุมชนส่วนใหญ่จะกินมังสวิรัติกัน  เพราะว่าหลวงปู่บอกว่าถ้าเราเบียดเบียนสัตว์อีก  สัตว์ก็จะมาเบียดเบียนเราอีก โรคภัยไข้เจ็บก็จะตามมาอีก  ถ้าเรากินมังสวิรัติเราก็ไม่ได้เบียดเบียนใครก็เลยกินกันมาจนถึงทุกวันนี้  และประเพณีของทางหมู่บ้านก็มีหลายประเพณี  แต่ประเพณีที่เด่นคือการเปลี่ยนผ้าครูบา  เป็นงานใหญ่ทำที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ระหว่างวันที่ 15-17 พ.ค. ของทุกปี  แล้วก็มีพิธีทรงน้ำรอยพระพุทธบาทที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้มทำในช่วงวัน สงกรานต์&#8221; น้องแมงปอ  พูดถึงวัฒนธรรมและประเพณีของชาวปกาเกอะญอให้ฟังอย่างภาคภูมิใจ</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956003.JPEG" border="0" alt="" width="400" height="267" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">พระพุทธรูปพระเจ้าเก้าตื้อจำลองประดิษฐานอยู่ในมณฑป</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สำหรับสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญหลายแห่งที่ตั้งอยู่ภายในชุมชนพระบาทห้วยต้ม สถานที่แรกคือ <strong>“พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย” </strong>เป็นเจดีย์ขนาดใหญ่สีเหลืองทองงามอร่ามตั้งโดดเด่นเห็นได้แต่ไกล และเป็นเจดีย์ที่ชาวปกาเกอะญอให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>&#8220;พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัยแห่งนี้ หลวงปู่ครูบาวงศ์สร้างขึ้น  เพราะว่าเมื่อก่อนที่ตรงนี้มีการขุดค้นพบมูลและเขาของพระโคอุศุภราชก็คือ เป็นพระชาติหนึ่งของพระพุทธเจ้าซึ่งกลายสภาพเป็นหิน  ท่านก็เลยอธิษฐานสร้างครอบมูลและเขาของพระโคไว้  และจำลองรูปแบบมาจากเจดีย์ชเวดากองที่ประเทศพม่า&#8221; น้องแมงปอ อธิบาย</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="350">
<tbody>
<tr>
<td width="350" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956004.JPEG" border="0" alt="" width="350" height="503" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">วิหารพระเมืองแก้วที่เก็บพระสรีระหลวงปู่ครูบาวงศ์</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>หากได้เข้ามายังพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัยจะได้เห็นถึงความยิ่ง ใหญ่และความศรัทธาของชาวปกาเกอะญอที่มีต่อพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก  พวกเขาจะถอดรองเท้าตั้งแต่หน้าประตูวัดแล้วเดินเท้าเปล่ามาถึงยังองค์เจดีย์ ที่อยู่ด้านใน เพราะชาวปกาเกอะญอมีความเชื่อว่าการที่เดินติดเอาทราย  เอาอะไรจากวัดออกไปเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นบาป  และพวกเขาก็จะมาทำบุญกันทุกวันพระ ตอนเช้ามีการใส่บาตร  ตอนเย็นสวดมนต์ภาวนาและเวียนเทียน  ถ้าเป็นวันธรรมดาตอนเช้าก็จะใส่บาตรและตอนเย็นก็สวดมนต์ภาวนา  แต่ไม่มีการเวียนเทียน  และนอกจากที่เจดีย์แล้วที่วัดก็ยังมีการใส่บาตรเวียนเทียน  แล้วแต่ว่าใครใกล้ที่ไหนก็ไปที่นั่น</p>
<p>ที่มาของชื่อพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัยนี้ สมเด็จพระญาณสังวร  สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เป็นผู้ประทานนามให้  เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ.2538 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2548  สร้างด้วยศิลาแรงทั้งองค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ใช้งบประมาณก่อสร้างประมาณ  275 ล้านบาท มีพระมหาเจดีย์องค์ใหญ่เป็นองค์ประธานอยู่ตรงกลาง  มีความสูงจากพื้นถึงบัวยอดฉัตร 71 เมตร มีฐานกว้าง 1 ไร่  บนยอดฉัตรของเจดีย์ทำด้วยทองคำหนัก 25 กิโลกรัม  เป็นพระเจดีย์ประจำปีเกิดของคนเกิดปีมะเมีย  และมีพระเจดีย์องค์เล็กอยู่เป็นบริวารล้อมรอบรวม 48 องค์  โดยแบ่งพระเจดีย์องค์เล็ก 10 องค์แรกเป็นเจดีย์ประจำปีเกิด 10 ปีนักษัตร  พระเจดีย์องค์เล็ก 28 องค์ หมายถึงพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ที่ล่วงมาแล้ว  และมีเจดีย์องค์เล็กที่เหลือ 10 องค์ หมายถึงพระพุทธเจ้า 10 องค์  ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956005.JPEG" border="0" alt="" width="400" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">รอยพระพุทธบาท ที่วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ภายในเจดีย์นอกจากจะบรรจุเขาและมูลของพระโค  ยังบรรจุพระพุทธรูปที่มีขนาดหน้าตักกว้าง 9 นิ้ว จำนวน 84,000  องค์เท่ากับจำนวนพระธรรมขันธ์  และรอบในกำแพงบรรจุพระพุทธรูปประจำวันเกิดของแต่ละวัน  รอบนอกกำแพงมีรูปปั้นเกจิอาจารย์ทั่วทุกสารทิศ และมีดอกบัว 16  ดอกที่แต่ละดอกบรรจุพระพุทธรูปจำนวน 49 องค์  ส่วนด้านนอกมีระฆังให้ตีซึ่งมีความเชื่อว่าถ้าไปตีแล้วมีเสียงไปถึงสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ ถ้าเกิดมาชาติหนึ่งภพใดก็จะมีเสียงที่ไพเราะน่าหลงใหล</p>
<p>จากนั้นมาชมสถานที่อีกแห่งที่มีความสำคัญและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านปกาเกอะญอ นั่นคือ <strong>ใจบ้าน</strong> หรือ<strong>สะดือเมือง </strong>หลวง ปู่ครูบาวงศ์สร้างขึ้นเพื่อ  เป็นจุดศูนย์กลางเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจของคนในชุมชนฯ  ด้านในเป็นเจดีย์บรรจุก้อนหินที่ได้มาจากแม่น้ำสายหลักๆ มาบรรจุไว้  และจะมีการประกอบพิธีทำบุญสืบชะตาให้กับชุมชนฯ ช่วงเดือนเมษายนของทุกปี</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956006.JPEG" border="0" alt="" width="400" height="263" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ใจบ้านเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวบ้าน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญอีกแห่งหนึ่งของชุมชนพระพุทธบาทห้วยต้มก็คือ “<strong>วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม” </strong>วัด ที่ใหญ่ที่สุดของอ.ลี้ และเป็นวัดประจำชุมชนของชาวปกาเกอะญอ  ภายในวัดมีอาณาบริเวณที่กว้างขวาง ภายในวัดมีศาสนสถานที่น่าสนใจมากมาย  ไม่ว่าจะเป็น<strong>มณฑปพระเจ้าเก้าตื้อ </strong>ที่หลวงปู่ครูบาวงศ์ สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มีลักษณะเป็นโดมมีหลังคา  ภายในปิดกระจกเงารอบ  ประดิษฐานพระพุทธรูปทองเหลืองปางมารวิชัยจำลองมาจากเจ้าเก้าตื้อวัดสวนดอก  จ.เชียงใหม่</p>
<p>มี<strong>วิหารครอบรอยพระพุทธบาทห้วยต้ม </strong>ที่ภายในบรรจุรอย พระพุทธบาท เมื่อครั้งที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ณ  ที่นี้หลวงปู่ครูบาวงศ์ได้สร้างรอยพระบาทจำลองครอบของจริงไว้ มีพระประธาน  ภปร. ภายในวิหาร มี<strong>วิหารพระเมืองแก้ว</strong> เป็นที่ประดิษฐานพระสรีระของหลวงปู่ครูบาวงศ์และจะมีประเพณีแห่พระสรีระของหลวงปู่ฯ ทุกวันที่ 17 พ.ค. ของทุกปี</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="400">
<tbody>
<tr>
<td width="400" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012956009.JPEG" border="0" alt="" width="400" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">การสาธิตการทอผ้า</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>อีกทั้งยังมี<strong>พิพิธภัณฑ์</strong>ภายในมีรูปปั้นหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ และเครื่องอัฎฐบริขารทั้งหลาย มี<strong>มณฑปพระเขี้ยวแก้ว </strong>ภายในบรรจุพระธาตุเขี้ยวแก้ว พระแก้ว ตาและพระธาตุข้อพระหัตถ์ มี<strong>หอพระไตรปิฎก</strong>ภายในบรรจุพระไตรปิฎกฉบับโบราณ มี<strong>พระอุโบสถ</strong>งดงามศิลปะล้านนา และมี<strong>บ่อน้ำทิพย์</strong>ศักดิ์สิทธิ์</p>
<p>แต่ใช่ว่าสถานที่ท่องเที่ยวของชุมชนฯจะมีแต่ศาสนสถานเท่านั้น  เพราะยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของชาวปกา เกอะญอให้ได้ชมกันอีก อาทิ ศูนย์วิจัยหัตถกรรมพื้นบ้าน  เป็นศูนย์รวมสินค้าของคนในชุมชน มีการสาธิตการทอผ้า เครื่องจักรสาน  ผ้าทอมือ และเครื่องเงินจำหน่าย  มีศูนย์พัฒนาโครงการหลวงวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม  และไปดูความเป็นอยู่ของชาวปกาเกอะญอที่บ้านโบราณกะเหรี่ยงน้ำบ่อน้อย</p>
<p>เรียกได้ว่าหากได้เดินทางมาเยือนยัง <strong>“ชุมชนบ้านพระบาทห้วยต้ม” </strong>แล้วจะ ได้ซาบซึ้งไปกับวีถีชีวิต  และวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวปกาเกอะญอที่มีความผูกพันต่อพระพุทธศาสนา  ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่องเป็นอย่างมาก</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomluang.com/2011/10/02/%e2%80%9c%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%a1%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%9a%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b8%95%e0%b9%89/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ลือเลื่องเมือง “ลำปาง” ท่องถิ่นรถม้า-ชามตราไก่ สัมผัสอัศจรรย์เงาพระธาตุ ที่วัดพระธาตุลำปางหลวง</title>
		<link>http://www.lomluang.com/2011/09/15/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e2%80%9d-%e0%b8%97/</link>
		<comments>http://www.lomluang.com/2011/09/15/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e2%80%9d-%e0%b8%97/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Sep 2011 07:09:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าวสารน่ารู้]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.lomluang.com/?p=187</guid>
		<description><![CDATA[วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองลำปาง “ลำปาง” เป็นดินแดนอารยธรรมล้านนาที่รุ่งเรืองมาแต่โบราณ ชื่อเรียกเมืองลำปางนั้นมีหลายชื่อจากหลายตำนานความเป็นมา ทั้งคำว่า “เขลางค์นคร” ซึ่งตั้งตามชื่อพรานเขลางค์ ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างเมืองลำปาง ส่วนคำว่า “ละกอน” หรือ “ละคร” (นคร) นั้นเป็นชื่อสามัญของเมืองเขลางค์ที่นิยมเรียกกันอย่างแพร่หลาย คนในจังหวัดใกล้เคียงมักจะเรียกชาวลำปางว่า “จาวละกอน” ซึ่งหมายถึง ชาวนคร บ้างก็เรียกลำปางว่าเมือง “กุกกุฏนคร” ซึ่งหมายถึง เมืองไก่ขาว ตามตำนานว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่เมืองนี้ พระอินทร์เกรงว่าชาวเมืองจะตื่นไม่ทันทำบุญกับพระพุทธเจ้า จึงแปลงกายเป็นไก่สีขาวขันปลุกชาวเมืองให้ตื่น ด้วยเหตุนี้ไก่ขาวจึงเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองลำปาง เงาพระธาตุหัวกลับ สิ่งมหัศจรรย์ภายในวัดพระธาตุลำปางหลวง ส่วนคำว่า “ลำปาง” นั้นหมายถึงไม้ป้าง ตำนานเล่าว่าเป็นไม้ข้าวหลามที่ลัวะอ้ายกอนใช้หาบกระบอกน้ำผึ้ง มะพร้าว มะตูม มาถวายพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จมายังบริเวณนี้ และทรงทำนายว่าสถานที่นี่จะเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองเมืองหนึ่งในอนาคตชื่อ ว่าเมืองลัมภางค์ ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อใดก็ตาม ลำปางก็ยังคงเป็นเมืองน่าเที่ยวและมีของดีหลายอย่างซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ เลื่องลือ ตามคำขวัญที่ว่า “ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก” พระแก้วมรกตจำลองบนหลังรูปปั้นช้างที่วัดพระแก้วดอนเต้า ด้วยความที่เป็นเมืองเก่าแก่ ในลำปางจึงมีวัดหลายแห่งที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงามอยู่ โดยวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของลำปางก็คือ “วัดพระธาตุลำปางหลวง” ในอำเภอเกาะคา วัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณและเป็นพระธาตุประจำปีฉลู(วัว) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%">
<tbody>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419701.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="338" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">วัดพระธาตุลำปางหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองลำปาง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><strong>“ลำปาง” เป็นดินแดนอารยธรรมล้านนาที่รุ่งเรืองมาแต่โบราณ ชื่อเรียกเมืองลำปางนั้นมีหลายชื่อจากหลายตำนานความเป็นมา ทั้งคำว่า “เขลางค์นคร” ซึ่งตั้งตามชื่อพรานเขลางค์ ผู้มีส่วนร่วมในการสร้างเมืองลำปาง ส่วนคำว่า “ละกอน” หรือ “ละคร” (นคร) นั้นเป็นชื่อสามัญของเมืองเขลางค์ที่นิยมเรียกกันอย่างแพร่หลาย คนในจังหวัดใกล้เคียงมักจะเรียกชาวลำปางว่า “จาวละกอน” ซึ่งหมายถึง ชาวนคร</strong></p>
<p>บ้างก็เรียกลำปางว่าเมือง <strong>“กุกกุฏนคร” </strong>ซึ่งหมายถึง เมืองไก่ขาว ตามตำนานว่า เมื่อครั้งที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาที่เมืองนี้  พระอินทร์เกรงว่าชาวเมืองจะตื่นไม่ทันทำบุญกับพระพุทธเจ้า  จึงแปลงกายเป็นไก่สีขาวขันปลุกชาวเมืองให้ตื่น  ด้วยเหตุนี้ไก่ขาวจึงเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมืองลำปาง</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419702.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="338" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">เงาพระธาตุหัวกลับ สิ่งมหัศจรรย์ภายในวัดพระธาตุลำปางหลวง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ส่วนคำว่า <strong>“ลำปาง”</strong> นั้นหมายถึงไม้ป้าง  ตำนานเล่าว่าเป็นไม้ข้าวหลามที่ลัวะอ้ายกอนใช้หาบกระบอกน้ำผึ้ง มะพร้าว  มะตูม มาถวายพระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเสด็จมายังบริเวณนี้  และทรงทำนายว่าสถานที่นี่จะเจริญรุ่งเรืองเป็นเมืองเมืองหนึ่งในอนาคตชื่อ ว่าเมืองลัมภางค์</p>
<p>ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อใดก็ตาม  ลำปางก็ยังคงเป็นเมืองน่าเที่ยวและมีของดีหลายอย่างซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่ เลื่องลือ ตามคำขวัญที่ว่า<strong> “ถ่านหินลือชา รถม้าลือลั่น เครื่องปั้นลือนาม งามพระธาตุลือไกล ฝึกช้างใช้ลือโลก”</strong></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="338">
<tbody>
<tr>
<td width="338" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419708.JPEG" border="0" alt="" width="338" height="450" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">พระแก้วมรกตจำลองบนหลังรูปปั้นช้างที่วัดพระแก้วดอนเต้า</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ด้วยความที่เป็นเมืองเก่าแก่  ในลำปางจึงมีวัดหลายแห่งที่สร้างตามแบบสถาปัตยกรรมล้านนาอันงดงามอยู่  โดยวัดที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของลำปางก็คือ <strong>“วัดพระธาตุลำปางหลวง”</strong> ในอำเภอเกาะคา  วัดคู่บ้านคู่เมืองลำปางมาแต่โบราณและเป็นพระธาตุประจำปีฉลู(วัว)  ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น ในพระวิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทอง  พระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดในลำปางประดิษฐานไว้ภายใต้กู่  หลังพระวิหารมีเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ  ที่รั้วทองเหลืองรอบองค์พระเจดีย์มีรูกระสุนปืนที่หนานทิพย์ช้างยิงท้าวมหา ยศปรากฏอยู่</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="338">
<tbody>
<tr>
<td width="338" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419704.JPEG" border="0" alt="" width="338" height="450" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">วัดปงสนุก อีกหนึ่งวัดแห่งเมืองลำปางที่ไม่ควรพลาดชม</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>และสิ่งมหัศจรรย์ในวัดพระธาตุลำปางหลวงที่ไม่ควรพลาดชม ก็คือ<strong> “พระธาตุหัวกลับ”</strong> หรือ <strong>“เงาพระธาตุ” </strong>ใน มณฑปพระพุทธบาท ที่เกิดขึ้นจากปรากฏการณ์กล้องรูเข็ม  ซึ่งรูที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์อันน่าอัศจรรย์นี้พบเจอโดยบังเอิญเมื่อพระ ภิกษุเข้าไปทำความสะอาดในมณฑปเมื่อปี 2541</p>
<p><strong>“วัดพระแก้วดอนเต้าสุชาดาราม”</strong> ในอำเภอเมือง  เป็นอีกหนึ่งวัดเก่าแก่อายุกว่า 500 ปี  วัดแห่งนี้เคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกต โดยเมื่อ พ.ศ. 1979  พระเจ้าสามฝั่งแกน เจ้าเมืองเชียงใหม่  ได้จัดขบวนช้างไปรับพระแก้วมรกตมาจากเชียงราย  เพื่อจะอัญเชิญไปประดิษฐานยังนครเชียงใหม่ เมื่อถึงทางแยกเข้านครลำปาง  ช้างก็ตื่นวิ่งเข้าไปในนครลำปาง  ในที่สุดพระเจ้าสามฝั่งแกนจึงต้องยินยอมให้พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ ณ  วัดพระแก้วดอนเต้าเป็นเวลาถึง 32 ปี  ก่อนที่จะมีผู้อัญเชิญไปประดิษฐานยังเชียงใหม่  ปัจจุบันทางวัดได้สร้างรูปปั้นช้างเชือกที่วิ่งนำพระแก้วมรกตเข้ามายังลำปาง โดยมีองค์พระแก้วมรกตจำลองประดิษฐานบนหลังช้างให้พุทธศาสนิกชนสักการะบูชา</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419707.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="338" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ศาลเจ้าพ่อประตูผา เป็นที่เคารพศรัทธาของชาวลำปาง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>มาชมวัดอีกแห่งหนึ่งที่มีความน่าสนใจไม่น้อย นั่นก็คือ<strong> “วัดปงสนุก” </strong>ใน อำเภอเมือง วัดแห่งนี้เป็นวัดสำคัญคู่ลำปางมาเป็นเวลานาน  สันนิษฐานว่าวัดแห่งนี้น่าจะเคยเป็นศูนย์กลางเวียงละกอนสมัยล้านนารุ่งเรือง  วัดปงสนุกมีม่อนดอยเป็นจุดไฮไลท์ มีลักษณะเป็นเนินเขาพระสุเมรุจำลอง  สร้างตามคติจักรวาล ม่อนดอยเป็นที่ตั้งของวิหารพระเจ้าพันองค์ สร้างด้วยไม้  กลางวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปสี่องค์หันพระพักตร์ออกสี่ทิศ</p>
<p>วัดปงสนุกยังเป็นแหล่งรวมข้าวของทรงคุณค่าทางด้านศิลปวัฒนธรรมมากมาย ที่ทางวัดได้นำมารวมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์  อีกทั้งยังอนุรักษ์งานศิลปสถาปัตยกรรมที่สำคัญ ได้แก่ พระธาตุศรีจอมไคล  และวิหารพระเจ้าพันองค์  โดยได้รับการบูรณะอย่างถูกหลักวิชาการโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านปงสนุก  จนเมื่อปี 2551 ทางวัดได้รับรางวัลจาก UNESCO ด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม  (Award of Merit)  ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของชุมชนปงสนุกและชาวลำปางเป็นอย่างยิ่ง</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419705.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ภาพเขียนสีประตูผา อารยธรรมโบราณ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สถานที่อีกแห่งหนึ่งที่คนลำปางให้ความเคารพนับถือก็คือ<strong> “ศาลเจ้าพ่อประตูผา”</strong> ในอำเภองาว  เจ้าพ่อประตูผาเป็นยอดนักรบแห่งเมืองลำปางที่ต่อสู้กับพม่าเพื่อปกป้องแผ่น ดินของตนด้วยความกล้าหาญจนเสียชีวิตลง ณ ที่นี้  และในบริเวณนี้ซึ่งเป็นเทือกเขาสูงชันยังมี <strong>“ภาพเขียนสีโบราณประตูผา”</strong> ซึ่งเป็นแหล่งภาพเขียนสีที่มีจำนวนมากและมีความยาวต่อเนื่องมากที่สุดในภาค เหนือ มีอายุราว 3,000 ปี เก่าแก่พอๆ กับภาพเขียนสีที่ผาแต้ม  จังหวัดอุบลราชธานี</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419703.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="355" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">รถม้า สัญลักษณ์ของลำปาง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่เมืองลำปางกันไปแล้ว มาว่ากันด้วยเรื่องเอกลักษณ์ของเมืองลำปางอย่าง<strong> “รถม้า”</strong> กันบ้าง รถม้าในลำปางมีความเป็นมายาวนานกว่าร้อยปี โดยในสมัยรัชกาลที่ 5  พระองค์ทรงสั่งรถม้าเข้ามาในประเทศเป็นจำนวนมากเพื่อใช้เป็นรถหลวง  จนเมื่อรถยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาท รถม้าจึงได้ถูกกระจายออกจากกรุงเทพฯ  ต่อมาเมื่อมีการวางรางรถไฟขึ้นมาจนถึงลำปาง  รถม้าจึงกลายเป็นยานพาหนะรับส่งผู้โดยสารจากสถานีรถไฟจังหวัดลำปางเข้าสู่ ตัวเมือง เมื่อเวลาผ่านไปการคมนาคมเจริญขึ้นทำให้รถม้าค่อยๆ  น้อยลงแต่ก็ยังคงมีเหลืออยู่ให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศเก่าๆ กัน</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="338">
<tbody>
<tr>
<td width="338" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419710.JPEG" border="0" alt="" width="338" height="450" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ช้างน้อยแสนฉลาดวาดรูปได้สวยที่ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>ที่เมืองนี้นอกจากจะฝึกม้าไว้ใช้แล้ว  ยังสามารถฝึกช้างให้เชื่องได้อีกต่างหาก  เพราะในสมัยก่อนลำปางเคยเป็นแหล่งทำไม้ในอดีต  จึงมีการคล้องช้างมาไว้ใช้ลากซุง  คนลำปางกับช้างจึงมีความผูกพันกันมาจนปัจจุบัน  โดยสถานที่ฝึกช้างที่มีชื่อเสียงของลำปางก็คือ<strong> “สถาบันคชบาลแห่งชาติ”</strong> หรือ<strong> “ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย”</strong> ในอำเภอห้างฉัตร ซึ่งเป็นศูนย์รวมภูมิปัญญาช้างไทยแบบครบเครื่อง  มีทั้งโรงเรียนฝึกควาญช้าง ฝึกลูกช้าง โรงพยาบาลช้าง มีศูนย์ข้อมูลความรู้  ข้อมูลวิจัย นิทรรศการเกี่ยวกับช้าง  อีกทั้งยังมีกิจกรรมการท่องเที่ยวเกี่ยวกับช้างไม่ว่าจะเป็นการแสดงช้าง  บริการขี่ช้างท่องเที่ยว ขี่ช้างไปแคมปิ้งในป่า ฯลฯ</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419709.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="300" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">น้ำพุร้อนแจ้ซ้อน ในอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สำหรับการแสดงช้างนั้นสร้างความประทับใจให้กับนักท่องเที่ยวทั้งไทย และต่างชาติเป็นอย่างมาก ทั้งการแสดงช้างอาบน้ำ  ก่อนที่ช้างนักแสดงจะเดินแถวตอนเรียงหนึ่งใช้งวงเกี่ยวหางเป็นขบวนเข้าสู่ ลานแสดงช้าง ชมช้างเล่นอังกะลุงในเพลง<strong> “ช้าง”</strong> ที่แสนจะน่ารัก และต้องทึ่งกับความสามารถของช้างไทยที่ใช้งวงวาดรูปเป็นภาพของดอกไม้ ใบหญ้าได้อย่างสวยงามน่าชมจนหลายๆ คนต้องทึ่ง</p>
<p>มาพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติกันบ้าง ลำปางมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าชมไม่แพ้ใคร อย่าง <strong>“อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน” </strong>ที่ มีน้ำพุร้อนแจ้ซ้อนเป็นไฮไลท์หลัก  นักท่องเที่ยวสามารถลงไปแช่น้ำแร่เพื่อบำบัดความเมื่อยล้าของร่างกาย  ช่วยให้ระบบ การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ช่วยรักษาโรคผิวหนังบางชนิด  และยังช่วยบรรเทาอาการของโรคที่เกี่ยวกับกระดูกอีกด้วย  โดยอุณหภูมิของบ่อน้ำแร่ที่ลงไปแช่นี้อยู่ที่ 39-42 องศาเซลเซียส  หรือใครไม่อยากแช่แต่อยากกินไข่ต้มน้ำแร่ก็สามารถทำได้</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419711.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="278" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">จุดชมวิวเหมืองแม่เมาะ เหมืองลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>สำหรับคนที่ชอบการเดินป่า ตั้งแคมป์ นอนนับดาว ต้องไปที่<strong> “อุทยานแห่งชาติดอยขุนตาล”</strong> ที่ยังมีสภาพพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณไม้นานาชนิด  เป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เงียบสงบ  และมีอุโมงค์ขุนตาลซึ่งเป็นอุโมงค์รถไฟที่ยาวที่สุดในประเทศไทยเป็นระยะทาง  1,352 เมตร</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419706.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="338" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">ชามตราไก่ ของฝากเมืองลำปาง</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>อีกหนึ่งชื่อเสียงของเมืองลำปางก็คือ<strong> “เหมืองแม่เมาะ” </strong>เหมือง ถ่านหินลิกไนต์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ในอำเภอแม่เมาะ  ซึ่งเป็นแหล่งขุดขนถ่านจำนวนประมาณ 15-17 ล้านตัน  ส่งให้โรงไฟฟ้าแม่เมาะเพื่อผลิตและจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังจังหวัดต่างๆ  ในภาคเหนือตอนบนและล่าง  ภายในเหมืองแม่เมาะได้เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ศูนย์ถ่านหินลิกไนต์ศึกษา  ให้ความรู้เกี่ยวกับธรณีวิทยาและกระบวนการทำเหมือง  นอกจากนั้นยังมีแหล่งท่องเที่ยวภายในเหมืองอย่าง  ทุ่งบัวตองซึ่งอยู่บนบริเวณที่ทิ้งดินด้านตะวันออกของบ่อเหมือง  และจะบานสะพรั่งในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. และมีลานเล่นสไลเดอร์ข้างบ่อเหมือง  ซึ่งเป็นที่ทิ้งดินจากการทำเหมืองและได้ปรับปรุงเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ โดยการปลูกไม้ดอกไม้ประดับพันธุ์ต่างๆ  บริเวณนี้มีลานหญ้ากว้างที่มีทางลาดลงหรือลานสไลเดอร์ให้ได้เล่นสนุกกันด้วย  และสำหรับคนชอบตีกอล์ฟ ที่นี่ก็มีสนามกอล์ฟ 18 หลุม  สโมสรและบ้านพักไว้ให้บริการด้วย</td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" align="Center">
<tbody>
<tr>
<td align="center" valign="top">
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="450">
<tbody>
<tr>
<td width="450" align="center" valign="Top"><img src="http://pics.manager.co.th/Images/554000012419712.JPEG" border="0" alt="" width="450" height="338" /></td>
</tr>
<tr>
<td align="left" valign="baseline">เครื่องถ้วยชาม แก้วน้ำเซรามิคน่ารักๆ มีให้เลือกซื้อมากมาย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
<tr>
<td height="5" align="center" valign="top"><img src="http://manager.co.th/images/blank.gif" border="0" alt="" width="1" height="5" /></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>มาถึงลำปางแล้วยังไม่ได้ของฝากติดไม้ติดมือเดี๋ยวจะหาว่ามาไม่ถึง  เพราะฉะนั้นต้องแวะซื้อของฝากที่ถือกลับไปแล้วต้องรู้ว่ามาจากลำปางแน่ๆ  นั่นก็คือ <strong>&#8220;ชามตราไก่&#8221;</strong> เนื่องจากจังหวัดลำปางมีแหล่งดินขาวที่มีคุณภาพดีที่สุดในประเทศไทยและมี เป็นจำนวนมาก จึงก่อให้เกิดอุตสาหกรรมเครื่องเคลือบดินเผาขึ้น  ที่นี่จึงมีโรงงานเซรามิคอยู่หลายแห่งให้เลือกช้อปกันตามใจ  ซึ่งนอกจากชามตราไก่ที่ถือเป็นสัญลักษณ์เมืองลำปางแล้ว ก็ยังมีถ้วย ชาม  แก้วน้ำ ตุ๊กตาเซรามิคน่ารักๆ ให้เลือกซื้อกันมากมาย</p>
<p>หากยังช้อปไม่จุใจ ขอแนะนำให้มาเดิน <strong>“กาดกองต้า”</strong> ถนนคนเดินวันเสาร์-อาทิตย์ช่วงเย็นไปถึงค่ำในตัวเมืองลำปาง  ที่ชาวบ้านจะนำสินค้าพื้นบ้านอาหารพื้นเมืองมาจัดตั้งวางขายให้ได้เลือกซื้อ ทั้งของกินพื้นเมืองและของที่ระลึกน่ารักๆ ไปฝากคนทางบ้าน  อีกทั้งยังจะได้ชมอาคารบ้านเรือนโบราณที่สวยงามริมสองฝั่งถนนอีกด้วย</td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.lomluang.com/2011/09/15/%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%a5%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87-%e2%80%9c%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%9b%e0%b8%b2%e0%b8%87%e2%80%9d-%e0%b8%97/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

